ภูตบนดอย

ผู้สิงสถิตบนดอยและยังคงหาทางลงไม่เจอ

เกมซึ่งไม่ยุติธรรม?

ในตอนแรกภูตว่าจะมาเขียนเกี่ยวกับ DEFI แต่ว่าเนื่องจากสถานการณ์การเมืองซึ่งกำลังร้อนแรงในขณะนี้ ประกอบกับกระแสความไม่พอใจซึ่งมีต่อรัฐบาลของประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ภูตตัดสินใจมาเขียนเรื่องนี้ ยังจำบทความที่แล้ว “เกมของความเชื่อใจ?” ได้ใช่ไหมครับ หากใครไม่ได้อ่านแล้ว ภูตใคร่ขอให้คุณอ่านและลองเล่นเกมก่อนเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นในบทความนี้ ในบทความนี้ภูตจะมาพูดถึงโลกที่กติกานั้นไม่ได้ยุติธรรมนัก กฎของเกมนั้นจะเปลี่ยนจากเดิมสองอย่าง คือ ข้อแรกหากทั้งสองฝ่ายโกงแล้วฝ่ายหนึ่งจะยังคงได้กำไรเท่ากับร่วมมือ ในขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้อะไร และข้อสองหากฝ่ายดังกล่าวเลือกร่วมมือแล้วโดนหักหลังจะไม่ต้องเสียอะไรทั้งสิ้น ฟังดูเป็นกติกาที่แย่มากเลยใช่ไหมครับ เนื่องจากหากกติกาเป็นเช่นนั้นฝ่ายที่มีกติกานี้หนุนหลังก็แค่เล่นทรยศไปเรื่อยๆเพื่อได้ผลประโยชน์สูงสุด ขณะที่ก็ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามต้องอดตายไปเพราะไม่มีกำไรมากพอจะมาเลี้ยงตัวเองได้  แล้วสถานการณ์นี้มีอยู่จริงไหม คำตอบอันน่าเศร้าก็คือมีและมันใกล้ตัวมาก คือประเทศไทยในปัจจุบัน หากคุณมองย้อนไปในอดีตตลอดเจ็ดปีผ่านมานี้จะพบว่ามีการต่อต้านรัฐบาลนับครั้งไม่ถ้วน แต่รัฐบาลของประยุทธ์ จันทร์โอชาก็ยังคงตั้งอยู่ได้ มันแสดงให้เห็นว่าในตอนนี้อำนาจต่อรองของประชาชนมีไม่มากพอ การเลือกไม่เชื่อใจของประชาชนไม่ได้ส่งผลอะไรเลยต่อรัฐบาลชุดนี้อย่างมีนัยสำคัญ(ภูตหมายถึงระดับยุบสภาและมีการเลือกตั้งโปร่งใสเป็นอย่างน้อย) คำถามจึงเป็นแล้วจะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในมือของประชาชนล่ะ วิธีที่ง่ายมากคือออมบิทคอยน์  เพราะบิทคอยน์เป็นเงินที่ควบคุมไม่ได้โดยใครทั้งสิ้น หากประชาชนหันมาถือบิทคอยน์ไว้เป็นจำนวนมากเมื่อไหร่ เมื่อนั้นระบบเศรษฐกิจใหม่ซึ่งไม่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลจะมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้น นึกภาพที่ประชาชนจะไม่ต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐ นึกภาพว่านายทุนไม่สามารถใช้กฎหมายทางการเงินมาเล่นงานรายย่อยได้ ภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อเงินนั้นไม่ถูกควบคุมโดยใคร และที่สุดรัฐบาลจะต้องยอมต่อเงินนี้หรือไม่ก็อดตายไปเพราะไม่มีใครเห็นว่าเงินของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชามีค่าพอจะขายสินค้าให้ ดังนั้นออมบิทคอยน์ครับ ออมแค่ที่คุณเชื่อก็ได้ครับ เพราะแค่ทุกคนเริ่มสนใจอิสระทางการเงินของตนเองรัฐก็คงจะเริ่มกังวลในอำนาจต่อรองของตนแล้ว และสำหรับครั้งนี้ก็ลาไปก่อนครับ

เกมของความเชื่อใจ?

เนื่องจากแอดมินนำได้นำเกมเกี่ยวกับความเชื่อใจของมนุษย์มาลงให้ลองเล่นในกลุ่ม(https://ncase.me/trust/) แล้วมีคนสงสัยว่าหมวกแต่ละสีคืออะไร ดังนั้นวันนี้ผมจะมาแปลให้ฟังว่าแต่ละสีคืออะไร เท้าความก่อนว่าเกมนี้จะเล่าถึงรูปแบบการปฏิบัติตัวของมนุษย์ต่อคนรอบข้างโดยแบ่งตัวเลือกเป็นร่วมมือและหักหลัง กติกาของเกมคือถ้าทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันจะได้กำไร 2 ทั้งคู่ หากมีคนใดคนหนึ่งหักหลัง คนที่ทรยศจะได้กำไร3 แต่คนที่ร่วมมือจะขาดทุน1 และถ้าหักหลังทั้งคู่จะไม่มีใครได้อะไรเลย เกมนี้นั้นผู้เล่นจะได้สังเกตพฤติกรรมของบอทซึ่งสวมหมวกแต่ละสีซึ่งจะมาเล่นเกมหักหลังร่วมมือนี้ให้เราดูราวสิบรอบ และบอทแบ่งรูปแบบนิสัยออกได้ตามนี้ หมวกสีน้ำเงิน: จะเล่นการ์ดร่วมมือในตาแรกเสมอ จากนั้นจะเล่นตามการ์ดล่าสุดที่ฝ่ายตรงข้ามเล่นไปในตาที่แล้ว หมวกสีดำ: เล่นหักหลังเสมอ หมวกสีชมพู: เล่นร่วมมือเสมอ หมวกสีเหลืองทรงสูง: เล่นการ์ดร่วมมือเสมอ ทว่าหากฝ่ายตรงข้ามเล่นหักหลังจะเล่นหักหลังไปตลอดทุกรอบนับจากนั้น หมวกนักสืบ: เล่น ร่วมมือ หักหลัง ร่วมมือ ร่วมมือ ถ้าฝ่ายตรงข้ามเล่นการ์ดหักหลังตอบโต้จะเล่นแบบหมวกน้ำเงินนับจากตาที่สี่ แต่ถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่ตอบโต้ก็จะเล่นหักหลังไปตลอด หมวกสีฟ้า: เล่นร่วมมือไปเรื่อยๆจนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะหักหลังสองครั้งจะเล่นหักหลัง แต่หากอีกฝ่ายกลับใจเล่นร่วมมือก็จะกลับมาร่วมมือจนกว่าจะถูกหักหลังสองรอบอีกครั้ง หมวกสีเขียว: เล่นร่วมมือในตาแรก และจะเปลี่ยนการ์ดเล่นหากอีกฝ่ายเล่นหักหลัง ตัวละครนี้มีคนงงค่อนข้างเยอะ ดังนั้นผมจะยกตัวอย่างไว้ด้วย เมื่อหมวกเขียวเล่นร่วมมือแล้วฝ่ายตรงข้ามเล่นหักหลัง หลังจากนั้นหมวกเขียวจะเล่นหักหลังไปตลอดจนกว่าอีกฝั่งจะเล่นหักหลัง ก็จะเปลี่ยนกลับไปร่วมมือจนกว่าจะโดนหักหลังอีกครั้ง หมวกแดง: random go brrrrrr เล่นสุ่มหักหลังครึ่งหนึ่ง ร่วมมือครึ่งหนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับ DEFI อยู่แต่ผมจะเอาไว้ไปต่อกับบทความหน้า สำหรับครั้งนี้ก็ลาไปก่อนครับ

วิธีการอยู่บนดอย

How to รับมือ “ดอย” คำว่า”ดอย” คงเป็นคำที่นักลงทุนหลายคนรู้จักกันดี ความหมายของมันคือการซื้อทรัพย์สินแล้วมูลค่าของสิ่งนั้นลดลงฮวบฮาบหลังจากซื้อในทันที ทำให้ผู้ถืออยู่ในฐานะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะจะขายก็ขาดทุนจำนวนมาก แต่จะถือต่อก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ในจุดคุ้มทุนเมื่อไหร่ การดอยสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่นั้นนับว่าเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนที่ไม่มีคนรอบข้างคอยเตือนสติ เพราะพวกเขาจะเริ่มลงเงินอย่างขาดสติทำให้เสียมากกว่าเดิมและสุดท้ายก็จบลงด้วยการหมดหน้าตักหรือในบางคนก็กลายเป็นการล้างพอร์ตเลยทีเดียว ดังนั้นในบทความนี้จะพูดถึงการช่วยให้จิตใจของเหล่าหน้าใหม่นั้นสามารถทนรับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ และเฝ้ารอจนกระทั่งถึงเวลาที่จะลงดอยได้ ขั้นตอนแรก คือต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่าคุณกำลังดอยอยู่ เลิกเชื่อได้แล้วว่าเดี๋ยวมันก็เขียว สิ่งที่ทำให้หน้าใหม่เสียมากขึ้นคือการหลอกตัวเองว่ามันกำลังจะขึ้น แล้วกระหน่ำลงเงินเข้าไปหนักขึ้นเรื่อยๆ คุณควรจะปล่อยมือแล้วยอมรับความจริงให้ได้ว่าคุณดอยไปแล้ว ขั้นที่สอง คือการทำใจให้เย็นลง การดอยไม่ได้หมายความว่าคุณแพ้แต่อย่างใด แค่พอร์ตขาดทุนไม่ได้แปลว่าโลกจะแตก คุณควรจะลุกจากหน้าจอไปทำอย่างอื่นที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของคุณออกจากเรื่องการลงทุน ผมรู้ว่ามันยากและเจ็บปวดมากสำหรับคนที่เพิ่งขาดทุนครั้งแรก แต่คุณต้องทำให้ได้ เพราะถ้าคุณยังคงหมกหมุ่นต่อไป ร่างกายของคุณจะรับความเครียดไม่ไหวแล้วอาจจะล้มป่วยได้ ทีนี้คุณจะไม่ได้แค่เสียเงิน แต่ยังต้องเสียสุขภาพอีกด้วย ดังนั้นตอนนี้คุณควรจะปิดบทความนี้ไปเดินสูดอากาศสักชั่วโมง หรือคุยเล่นเรื่อยเปื่อยกับใครสักคนก็ได้ ขั้นที่สาม ซึ่งหวังว่าคุณจะมาอ่านต่อหลังจากใจเย็นลงแล้ว ขั้นตอนนี้คือการลดความเสียหาย ผมแนะนำให้ปรึกษาคนรอบตัวที่มากประสบการณ์กว่าเพื่อรับคำแนะนำว่ามีทางเลือกอะไรบ้างและควรทำอะไรบ้าง อย่างไรก็ตามคุณควรเป็นตัวของตัวเองและเลือกให้รอบคอบว่าจะเอาเหรียญที่มีไปฟาร์ม หรือจะขายขาดทุน หรืออาจทำสิ่งอื่นตามที่คุณเห็นสมควร แต่ผมขอย้ำว่าคุณต้องพิจารณาตัวเลือกให้ช้าและทั่วถึงอย่างที่สุด อย่าให้ความรู้สึกแย่ๆเข้าควบคุมคุณเด็ดขาด ไม่งั้นสัญชาตญาณดิบของคุณจะทำให้คุณสูญเสียมากกว่าเดิม ขั้นสุดท้าย คือเฝ้ารอให้เวลาทำหน้าที่ของมัน ระหว่างนี้คุณควรไปทำอย่างอื่นบ้างไม่ใช่จ้องพอร์ตต่อแล้วปวดใจกับความเสียหายที่เกิดไปแล้ว เวลานั้นก็เหมือนสินทรัพย์ถ้าใช้ไม่คุ้มก็ขาดทุนได้เช่นกัน ดังนั้นขณะที่คุณเฝ้ารอให้เวลาลงดอยมาถึง คุณควรใช้ช่องว่างเหล่านี้พัฒนาตัวเอง อาจจะเป็นหนังสือสักเล่ม พอดแคสต์สักม้วน หรือจะเป็นบทความสักบทในเว็บไซต์แห่งนี้ก็ได้ ในย่อหน้าสุดท้ายของบทความก็ขออวยพรให้ผู้ที่อยู่บนดอยยังคงอดทนได้จนถึงเวลาของตน และผู้ที่ยังอยู่ข้างล่างก็คงจะไม่ต้องขึ้นมาอยู่ข้างบนกับผม …

วิธีการอยู่บนดอย Read More »